ผู้หญิงปากร้ายเป็นความล้มเหลวของเฟมินิสต์จิงดิ?

คำถาม ความขัดแย้ง และชื่อเสียงในด้านลบของแนวคิดสตรีนิยมที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมอาจทำให้บางคนเกิดคำถามว่า พฤติกรรมที่รุนแรง ร้ายกาจ หรือโง่เขลา คือความล้มเหลวของแนวคิดสตรีนิยมใช่หรือไม่

คุณอาจได้ยินประโยคเหล่านี้หรืออาจจะเคยคิดถึงประโยคเหล่านี้มาบ้าง

  • ผู้หญิงก็แค่เรียกร้องประโยชน์ให้ตัวเองเท่านั้นแหละ!!
  • ผู้หญิงทำตัวแย่คือความล้มเหลวของเฟมินิสต์!!
  • ไหนบอกสนับสนุนความเท่าเทียมแต่ปากเอาแต่ด่าผู้ชายอย่างเกรี้ยวกราดไม่เว้นแต่ละวัน!!
  • ด่าเหมารวมขนาดนี้สรุปจะเอาความเท่าเทียมหรือจะให้ผู้ชายเป็นทาสกันแน่!!
  • พวกเฟมินิสต์หัวรุนแรง!! 

ดังนั้นคุณอาจสงสัยว่าการที่ผู้หญิงเกรี้ยวกราดขนาดนี้เป็นความล้มเหลวของขบวนการเฟมินิสต์รึเปล่า แต่ก่อนอื่น เราขอชวนคุณมาทบทวนกันก่อนว่าแนวคิดสตรีนิยมหรือเฟมินิสต์คืออะไร

แท้จริงแล้วแนวคิดสตรีนิยมคืออะไรกันแน่?

นิยามที่สั้นและได้ใจความที่สุดของคำว่า “แนวคิดสตรีนิยม” หรือ “Feminism” คือความเชื่อมั่นในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ หากใครอ่านถึงตรงนี้แล้วมีคำถามขึ้นมาว่า “แล้วแบบนี้ไม่ใช่การเรียกร้องความเท่าเทียมให้กับทุกเพศหรือ ทำไมถึงเรียกว่าเฟมินิสต์”

คำว่า “เฟมินิสต์” ถูกใช้ในการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมให้สตรีเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1837 โดยนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส Charles Fourier เนื่องจากสภาพสังคมในขณะนั้น ผู้หญิงเป็นดั่งทาสที่ถูกเพศชายกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดเวลา

เหตุที่ใช้คำว่า “เฟมินิสต์” เนื่องจากผู้หญิงเป็นเพศที่โดนกดขี่มาเป็นเวลาเนิ่นนานภายใต้สังคมผู้ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ที่เป็นดั่งมือคอยปิดปากมิให้ผู้หญิงได้มีสิทธิหรือเรียกร้องใด ๆ และด้วยความที่ปิตาธิปไตยฝังรากลึกในสังคมมาอย่างยาวนาน เราจึงมองว่าการที่เราเงียบ ไม่มีสิทธิมีเสียงคือเรื่องธรรมดา เราหลงลืมไปเสียสนิทว่าแท้จริงแล้วมันมีปิตาธิปไตย มาคอยปิดปากเราอยู่เพื่อมิให้ผู้หญิงได้มีสิทธิเสียงใด ๆ ต่างหาก เช่น หากเราอยากแต่งตัวโป๊ตามความชอบของเรา แต่สังคมปิตาธิปไตยกำหนดค่านิยมที่ว่า “ผู้หญิงต้องเป็นแม่ของลูก แต่ใครที่แต่งตัวโป๊ไม่เหมาะเป็นแม่ของลูก” เรายอมให้ปิตาธิปไตยฝังความเชื่อนั้นในหัวเรามานานจนเรากลัวว่าหากเราแต่งตัวโป๊ เราจะไม่เหมาะเป็นแม่ของลูก ทั้งที่ความจริงแล้วเครื่องแต่งกายของเรามิสามารถเป็นตัวชี้วัดได้เลยว่าเราเหมาะจะเป็นแม่ของลูกหรือไม่ และต่อให้เราไม่อยากรับบทบาทเป็นแม่ของลูก มันก็มิได้ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นคนของเราให้น้อยลงแต่อย่างใด

ดังนั้นหากไม่มีการมุ่งเน้นแก้ปัญหาเรื่องที่ผู้หญิงยังถูกกดขี่ในสังคมชายเป็นใหญ่แล้วปล่อยให้ผู้คนหลงลืมและเคยชินกับมันไปตามกาลเวลา มนุษย์ทุกคนก็ไม่สามารถเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงได้เลย และนี่คือสาเหตุที่ “เฟมินิสต์” ถือกำเนิดขึ้น

ถ้าเฟมินิสต์บางคนพูดหรือทำบางสิ่งที่หยาบคาย โง่เขลา บ้าบอ ชั่วร้าย ดังนั้นแล้วเฟมินิสต์คือความล้มเหลวใช่หรือไม่?

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านบทความบนเว็บไซต์ finallyfeminism101 ที่มีการตั้งคำถามตามหัวข้อดังกล่าว ผู้ที่เข้ามาตอบได้ตั้งคำถามไว้ 2 ข้อเพื่อให้ผู้อ่านได้หาคำตอบก่อนที่จะตัดสินว่าเฟมินิสต์คือความล้มเหลวหรือไม่ ได้แก่

  1. คน ๆ นั้นได้กระทำการใด ๆ ตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่
  2. การกระทำเหล่านั้นส่งผลให้แนวคิดสตรีนิยมเป็นความล้มเหลวเลยหรือไม่

ก่อนที่เราจะสามารถตัดสินได้ว่าแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งคือความล้มเหลวหรือไม่ เราควรนิยามให้ได้เสียก่อนว่า “ล้มเหลว” ในที่นี้คืออะไร หากมองจากมุมมองของผู้เขียน ถ้าเราจะบอกว่า “เฟมินิสต์คือความล้มเหลว” นั่นคงหมายถึง “แนวคิดสตรีนิยมไม่บรรลุจุดประสงค์สำคัญที่ได้ตั้งไว้”

 เพื่อให้ผู้อ่านได้ลองคิดหาคำตอบไปพร้อมกัน ผู้เขียนจะยกกรณีศึกษาซึ่งเป็นที่โด่งดัง 2 กรณี

  1. มหากาพย์ Amber Heard & Johnny Depp

เรื่องราวเริ่มจากที่ฝ่ายหญิง “แอมเบอร์ เฮิร์ด” ฟ้องหย่า “จอห์นนี่ เดปป์” ในปี 2016 พร้อมเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนพร้อมกล่าวว่าสามีทำร้ายร่างกายตนซ้ำยังใช้คำพูดดูถูกเธอต่าง ๆ นานาทำให้มีกระแสแง่ลบตอบกลับไปยังฝ่ายชายเป็นจำนวนมาก และแม้ในที่สุดเฮิร์ดจะถอนฟ้องและทั้งคู่ได้หย่าขาดจากกัน เธอยังเดินหน้าเพื่อพูดถึงการใช้ความรุนแรงในครอบครัวพร้อมเขียนบทความลงในนิตยสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการต่อสู้กับความรุนแรงในครอบครัวที่เธอได้พบเจอมา ในช่วงเวลานั้นเธอได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจนเธอกล่าวว่าเธอเองเป็น “บุคคลสาธารณะที่เป็นตัวแทนเรื่องความรุนแรงในครอบครัว” เพื่อให้เหล่าผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวกล้าที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเอง รวมถึงเฮิร์ดยังเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่าง #MeToo ที่คอยสนับสนุนเหยื่อที่เป็นเพศหญิง

แต่แล้วเมื่อปลายปี 2019 เดปป์รวบรวมหลักฐานและเข้าฟ้องเฮิร์ดเนื่องจากเธอเขียนบทความพาดพิงว่าขณะยังแต่งงานกัน เขาได้ทำร้ายร่างกายเธอ คดีพลิกอย่างรุนแรงเมื่อมีไฟล์เสียง รูปภาพ ผลตรวจร่างกายต่าง ๆ มากมายออกมาเป็นหลักฐานประจักษ์แก่ประชาชนทุกคนว่าแท้จริงแล้วคนที่เป็นเหยื่อความรุนแรงในครั้งนี้คือเดปป์ และผู้กระทำคือเฮิร์ดเอง โดยในไฟล์เสียงมีช่วงหนึ่งที่เฮิร์ดสารภาพว่าเธอเป็นคนทำร้ายร่างกายอดีตสามีเอง ซ้ำยังพูดกับเขาอีกว่า

 “บอกกับคนทั้งโลกเลยจอห์นนี่...บอกพวกเขาสิ..ว่าฉัน จอห์นนี่ เดปป์ ผู้ชายคนนี้ก็เป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวเหมือนกัน แล้วรอดูว่าจะมีซักกี่คนที่เชื่อและเข้าข้างคุณ” และกล่าวเพิ่มอีกว่า “เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นผู้หญิงที่หนัก 115 ปอนด์...เธอจะลุกขึ้นมาบอกว่าฉันเป็นคนเริ่มเรื่องทั้งหมดนี้งั้นเหรอ”

หลังจากมีการเผยแพร่หลักฐานชุดนี้ ผู้คนจำนวนมากต่างไม่พอใจกับการกระทำของเฮิร์ด ซ้ำยังมีบัญชีทวิตเตอร์ @MeTooMVMT ออกมาปกป้องเฮิร์ดและกล่าวว่าไม่มีใครยอมเชื่อฟังคำพูดของเหยื่ออย่างเฮิร์ด ผู้คนมากมายโกรธเคืองพร้อมอ้างว่าหลักฐานของเดปป์ที่ออกมานั้นชัดเจนมากพอแล้วว่าฝ่ายชายต่างหากที่เป็นเหยื่อ แล้วทำไมยังปกป้องฝ่ายหญิงอยู่อีก

แม้จนถึงตอนนี้จะยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนของมหากาพย์อดีตคู่รักฮอลลีวูดคู่นี้ แต่จากตัวอย่างข้างต้นเราสามารถตอบคำถามที่ถูกยกมาถามข้างต้นได้แล้วว่า

  1. เฮิร์ดผู้มีภาพลักษณ์เป็นเฟมินิสต์ที่ต่อสู้เพื่อเหยื่อหลาย ๆ คนกลับมีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นคนทำร้ายร่างกายสามี และกล่าวอ้างว่าตนเป็นเหยื่อผู้หญิงที่น่าเชื่อถือมากกว่าผู้ชาย มันเป็นความจริงที่การกระทำของเฮิร์ดในครั้งนี้ส่งผลกระทบในทางลบกับวงการเฟมินิสต์ที่พยายามต่อสู้เพื่อหยุดการใช้ความรุนแรงกับเพศหญิง  
  2. อย่างไรก็ตาม แม้ดูเหมือนว่าเธอจะใช้ประโยชน์จากความเป็นผู้หญิงทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อ แต่การกระทำในครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้เป้าหมายในการสู้รณรงค์เพื่อเหยื่อผู้หญิงของเฮิร์ดล้มเหลว เพราะยังมีผู้หญิงอีกจำนวนไม่น้อยที่กล้าจะลุกขึ้นสู้เพราะการรณรงค์ครั้งนี้

นอกจากนี้ แม้การกระทำในครั้งนี้จะสร้างภาพลักษณ์ในแง่ลบให้แก่เฟมินิสต์ แต่การกระทำของเฮิร์ดคนเดียวก็ไม่สามารถขัดขวางหรือส่งผลให้แนวคิดสตรีนิยมไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เลย เพราะเราควรที่จะแยก “ตัวบุคคล” ออกจาก “แนวคิดสตรีนิยม”

  1. #MenAreTrash

อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่ผู้เขียนจะหยิบยกขึ้นมาให้ผู้อ่านได้ลองศึกษาพร้อมหาคำตอบไปพร้อมกันว่าเฟมินิสต์คือความล้มเหลวหรือไม่ คือประเด็นร้อนที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่เรื่อย ๆ อย่างการใช้วาทกรรม #MenAreTrash

 เมื่อปี ค.ศ. 2017 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ “Karabo Mocoena” ถูกฆาตกรรมและเผาร่างโดยแฟนหนุ่มของเธอ การเสียชีวิตของ เธอส่งผลให้แฮชแทก #MenAreTrash ขึ้นเทรนด์ตามสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศแอฟริกาใต้อยู่หลายสัปดาห์ หลังจากนั้นแฮชแทกนี้ก็เป็นที่ถกเถียงกันมาโดยตลอดเพราะยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มองว่า Men are trash คือคำพูดที่รุนแรงที่ใช้ในการโจมตีเพศชายหรือเป็นแค่ Hate speech เท่านั้น แม้กระทั่งสื่อโซเชียลมีเดียที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอย่างเฟซบุ๊กหรือ อินสตาแกรมยังบล็อกคำว่า Men are trash ออกไปพร้อมให้เหตุผลว่ามันคือ hate speech ที่ใช้เหมารวมและโจมตีผู้ชาย ส่งผลให้มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าจริง ๆ แล้ว “Men are trash คือ hate speech หรือไม่” และหากไม่ใช่ “เหตุผลที่ใช้ Men are trash คืออะไร” และ “ใช้คำที่ไม่เหมารวมแบบนี้ได้หรือไม่”

คำว่า Men are trash ฟังดูเหมือนเป็นคำที่เจาะจงมาเพื่อโจมตีเพศชายโดยเฉพาะ แต่อันที่จริงคำว่า “Men are trash” มีจุดประสงค์เพื่อตอกกลับแนวคิดปิตาธิปไตยที่ฝังรากลึกในสังคมมาเป็นเวลานานจนผู้คนมองเห็นความไม่เท่าเทียม ความบิดเบี้ยวนี้เป็นแค่เรื่องธรรมดา เช่น หากมีเหยื่อผู้หญิงออกมาเรียกร้องว่าถูกผู้ชายข่มขืน คำถามที่สังคมจะถามกลับไปที่เหยื่อคนนั้นโดยทันทีคือ “ก็เพราะไปให้ท่าเขาหรือเปล่า เพราะแต่งตัวโป๊หรือเปล่า แล้วทำไมไม่ขัดขืน ไปยอมเขาทำไม สุดท้ายก็ชอบนั่นแหละถึงได้ยอม” แทนที่จะโทษคนที่ผิดจริง ๆ ในเรื่องนี้คือ “ผู้ชาย” ที่เป็นผู้ล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง จึงเกิดเป็นวาทกรรมที่ว่า “Men are trash” ขึ้นมาตอกกลับแนวคิดชายเป็นใหญ่ที่เอาแต่โทษว่าผู้หญิงโดนผู้ชายข่มขืนเพราะผู้หญิงให้ท่า ถ้าอย่างงั้นก็ Men are trash เหมือนกัน

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีคนบางกลุ่มรู้สึกโกรธและไม่ชอบใจเมื่อมีการใช้วาทกรรมดังกล่าว เพราะแม้แต่ความคิดที่ว่า “Men are trash เป็น hate speech” ก็ถูกกำหนดโดยแนวคิดปิตาธิปไตย การพยายามทำให้วาทกรรมนี้เป็นคำที่รุนแรงและโจมตีฝ่ายชายแบบเหมารวมอย่างไร้เหตุผลก็คือการต่อต้านเฟมินิสต์อีกรูปแบบหนึ่ง เพราะมันคือการมองผู้หญิงเป็นเพียงเพศที่ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล และค่อย ๆ ลดทอนความหมายและจุดประสงค์ที่แท้จริงของคำว่า Men are trash ที่ต้องการให้ทุกคนตื่นตัวและลุกขึ้นมาพูดเพื่อต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมทางเพศและแนวคิดชายเป็นใหญ่ให้กลายเป็นแค่วาทกรรมที่มีไว้เพื่อ “โจมตีผู้ชายแบบเหมารวม รุนแรงและไร้เหตุผล” เท่านั้น

หากผู้อ่านท่านใดอ่านมาถึงจุดนี้แล้วยังไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องใช้คำที่เหมารวมกันขนาดนี้ด้วย ถ้าเราใช้คำที่เป็นกลางกว่านี้จะช่วยลดความเกลียดชังต่อเฟมินิสต์ลงหรือเปล่า ใช้ “some/not all men are trash” แทนไม่ได้หรือ จริงอยู่ที่ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่เลว แต่หากเราพูดว่า ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่เลว คนที่ได้ฟังจะนึกถึงคนดีที่มากกว่าคนที่เลว ซึ่งนั่นจะไม่ทำให้วาทกรรมนี้บรรลุจุดประสงค์ในการเตือนและทำให้คนตื่นตัวต่อแนวคิดปิตาธิปไตยที่ให้ความชอบธรรมกับการกระทำผิด ๆ หรือ บิดเบี้ยวของคนบางกลุ่ม ผู้เขียนขอเปรียบเทียบง่าย ๆ กับ “งู” เราทุกคนต่างรู้กันดีว่า “ไม่ใช่งูทุกตัวที่มีพิษ” แต่การที่เราจะบอกทุกคนว่า “ไม่ใช่งูทุกตัวที่มีพิษนะ” มันไม่มีความหนักแน่นพอในการใช้เตือนผู้คนว่ายังมีงูอีกหลายชนิดที่เป็นพิษจนถึงตาย ดังนั้นมันจะมีประสิทธิภาพมากกว่าหากเราใช้คำว่า “งูเป็นสัตว์มีพิษ” เพื่อเตือนให้คนระมัดระวังเมื่อเจองู

เมื่อหยิบกรณี #MenAreTrash กลับไปตอบคำถาม 2 ข้อที่ตั้งไว้ตอนแรกอีกครั้ง หากถามว่า

  • 1.เหล่าเฟมินิสต์ส่วนใหญ่ที่ใช้คำว่า #MenAreTrash ในการต่อสู้กับแนวคิดปิตาธิปไตยเป็นพฤติกรรมรุนแรงหรือไม่ คำตอบคือ หากการนำวาทกรรมนี้มาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงของมันก็ไม่ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่รุนแรงหรือโง่เขลาอย่างที่โดนกล่าวหาและ
  • 2. ดังนั้น  การกระทำดังกล่าวไม่สามารถส่งผลเสียต่อภาพรวมของเฟมินิสต์ได้

แต่หากหยิบยกกรณีปัจเจกของผู้หญิงแต่ละคนที่อาจไม่เข้าใจหรือเข้าใจเฟมินิสต์ไม่เพียงพอหรือนำชื่อเฟมินิสต์ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เช่น การด่าผู้ชายว่า Men are trash เมื่อเขาไม่ลุกให้นั่งบนบีทีเอส อาจทำให้ภาพลักษณ์เฟมินิสต์แย่ลงจริงเพราะจากมุมมองที่คนโดยทั่วไปเข้าใจ ทุกคนมักมองว่าผู้หญิงไม่ว่าออกมาเรียกร้องอะไรก็ตาม คนเหล่านั้นคือ เฟมินิสต์ทั้งที่จริง ๆ แล้วพวกเธออาจจะไม่ได้ยึดแนวคิดของเฟมินิสต์ก็ได้ ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าการนำ #MenAreTrash มาใช้ในบริบทที่ถูกต้องคือความล้มเหลว 

หากจะเหมารวมว่าพฤติกรรม แนวความคิด การตีความที่ต่างออกไปในทางที่ไม่ดีของเฟมินิสต์บางพวกคือความล้มเหลวของแนวคิดสตรีนิยม นั่นออกจะเป็นการเข้าใจผิดที่เกิดจากการนำ “ตัวบุคคล” มาผูกติดกับ “แก่นหลัก” ของแนวคิดสตรีนิยมเสียมากกว่า

เพราะประการแรก การกระทำที่ไม่ดีบางอย่างของคนบางคนไม่สามารถหักล้างสิ่งดีอื่น ๆ ที่เขาทำได้ และประการที่สองคือ ตัวบุคคลคนเพียงคนเดียว แนวคิด การกระทำที่ต่างออกไปที่ในบางครั้งที่ล้มเหลวก็ยังไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปได้ว่า “แนวคิดสตรีนิยมคือความล้มเหลว” เพราะหากเฟมินิสต์ล้มเหลวจริง ทุกวันนี้อาจมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีสิทธิเหนือร่างกายตนเองและยังไม่มีสิทธิหรือความเป็นธรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

ก่อนที่เราจะด่วนสรุปว่า “แนวคิดสตรีนิยมคือความล้มเหลวเพราะเฟมินิสต์บางคนทำตัวไม่เหมาะสม” เราควรที่จะแยก “ตัวปัจเจกบุคคล” ออกจาก “แนวคิดหลัก” ให้ได้เสียก่อน

เฟมินิสต์ไม่จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ใจความหลักของแนวคิดสตรีนิยมก็ยังคงเป็นการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือเพศใดก็ตาม 

 บทความโดย: บ่นสี่บ่นแปด
บรรณาธิการโดย: ณัฐชนนท์ ทองใส และ กันตา รัตนวงษ์
ภาพประกอบโดย : กมลชนก มณีไพโรจน์

Source texts

  1. What is feminism?

 

  1. Amber Heard and Johnny Depp

 

  1. Men are trash

Related Articles