เนื้อหา สาระ

เฟมินิสต้า (Feminista) เป็นหนึ่งในองค์กรที่เคลื่อนไหวเพื่อสร้างความตระหนักในสังคม ทั้งบทความสร้างแรงบันดาลใจ บทความให้ความรู้ในด้านความเท่าเทียมทางเพศ รวมไปถึงการส่งต่อความรู้ให้เฟมินิสต์รุ่นใหม่ในคอร์ส School of Feminists - วันนี้เราเลยอยากชวนมาสำรวจมุมมองและฟังประสบการณ์ในเส้นทางการต่อสู้เพื่อสิทธิของคุณปลา ดาราณี ทองศิริ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเฟมินิสต้าที่มีอุดมการณ์ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมในสังคม   รบกวนช่วยแนะนำตัวนิดนึงได้ไหมคะ ว่าเริ่มมาทำงานตรงนี้เป็นเฟมินิสต้าได้ยังไง   ก่อนที่จะมาทำเฟมินิสต้า เราเป็นอาสาสมัครให้กับองค์กรที่ชื่อว่าอัญจารี
Young Activists, Fem-twits and Gender Equality :  นักกิจกรรม-เฟมทวิต ความเท่าเทียมทางเพศในพื้นที่การเรียกร้องประชาธิปไตย             ในช่วงที่ผ่านมา เรื่องราวของความเท่าเทียมทางเพศได้รับการหยิบหยกมาพูดคุย แลกเปลี่ยน และถกเถียงเป็นอย่างมากในโลกสังคมออนไลน์ โดยเริ่มตั้งแต่การต่อสู้ของกลุ่ม
ในยามนี้ หากพูดถึง “การเมือง” ทุกคนจะนึกถึงทหารที่ออกมาแถลงการณ์ตามหน้าจอทีวี พรรคการเมืองที่ฟาดฟันกันในรัฐสภา หรือน้ำเสียงก่นด่ารัฐบาลของประชาชนตามแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ทั้งนี้ หากลองพิจารณาว่าการเมืองคืออะไร มีผู้ให้คำนิยามเกี่ยวกับการเมืองไว้มากมาย ซึ่งคำนิยามที่ได้รับการยอมรับในวงการรัฐศาสตร์อย่างกว้างขวาง คือ “การเมือง” เป็นเรื่องของการจัดสรร “อำนาจ” ว่าใครจะได้รับอะไร เมื่อไหร่ และ อย่างไร ดังนั้นได้ว่า ในคำว่า
ความไม่เท่าเทียมในเรื่องเพศ  ถือเป็นอำนาจกดทับผู้หญิงมาเป็นเวลาช้านาน ความไม่เท่าเทียมทางสังคมส่งผลให้เพศหญิงไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่ต้องการได้อย่างชัดเจน  เพศนิยม (อังกฤษ: sexism) หรือ การกีดกันทางเพศ หมายถึงการแบ่งแยกทางเพศและเลือกที่รักมักที่ชังต่อเพศใดเพศหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะมีผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กหญิง และถูกเชื่อมโยงกับการเหมารวมและบทบาททางเพศ และอาจรวมถึงความเชื่อที่ว่าเพศหนึ่งมีความเหนือกว่าอีกเพศ สิ่งนี้เองเป็นที่มาของการใช้อำนาจบทบาทในสังคมเพื่อจำกัดความสามารถของอีกฝ่ายไม่ให้แสดงออกตามที่ต้องการ  ในแง่มุมของการเหยียดเพศเองนั้นก็ยังแบ่งแยกเป็นย่อยเป็น 2 ประเภทโดยมีเรื่องของการเหยียดเพศแบบก้าวร้าวรุนแรง (Hostile sexism) คือการวิจารณ์แบบตรงไปตรงมา การลดทอนคุณค่าของผู้หญิงในวงการกีฬา ผ่านคำนิยามที่ว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ด้อยกว่า ไม่สามารถทำกำไรได้นักในฐานะนักกีฬา
คำตอบที่ตรงที่สุดก็คือ Feminism คือแนวคิดที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและต้องการล้มล้าง Patriarchy ซึ่งเป็นคำตอบที่กำปั้นทุบดินไปหน่อยแล้วก็ประกอบไปด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษ แต่เหตุผลที่เราขอเลือกที่จะใช้การทับศัพท์ภาษาอังกฤษแทนคำแปลเป็นภาษาไทย เพราะเราคิดว่าคำแปลของทั้ง Feminism และ Patriarchy ในภาษาไทยค่อนข้างที่จะเอื้อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อความหมายจริง ๆ ได้ง่ายมากโดยเฉพาะเมื่ออ่านผ่าน ๆ บทความนี้เราอยากให้ลองเปิดใจอ่านกันก่อน เลยลองเลี่ยงคำที่อาจจะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปดีกว่า Feminism ในภาษาไทยใช้คำว่า ‘แนวคิดสตรีนิยม’ ที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้งว่าแนวคิดนี้เน้นเพียงการเอื้อประโยชน์ให้เพศหญิงเท่านั้น
เป็นเฟมินิสต์ไปทำไมถ้าเป็นแล้วใครๆ ก็ตั้งคำถาม? ดังนั้นบทความนี้จะมาบอกว่าทำไมเราถึงเป็นเฟมินิสต์           คำว่า Feminist, Feminism, สตรีนิยม, หรือชื่อเล่นที่หลายๆคนเรียกสั้นๆว่า เฟม ปัจจุบันไม่ได้เป็นคำศัพท์ที่แปลกใหม่หรือไกลตัวเท่าในอดีตนักแต่กลับกันมันสามารถถูกพบเห็นได้ทั่วไปในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนใช้อินเตอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวทางสังคม ภาพยนตร์
“มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา” หรือ “เราเคยชิน” กับความได้เปรียบของ “ผู้ชาย”          ในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่เดือนก็มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและนำไปสู่การออกมาขับเคลื่อนทางสังคมมากมายทั้งในประเทศไทยเองและต่างประเทศ หลายเรื่องคนในสังคมต่างเห็นพ้องต้องกัน แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ความคิดเห็นของคนในสังคมไม่เคยไปในทิศทางเดียวเลยไม่ว่าจะในประเทศใดก็ตาม เรื่องนั้นคือ ใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ “เพศ”       
ความแตกต่างเป็นสิ่งที่สวยงาม มหัศจรรย์ และคาดเดาไม่ได้ แต่เพราะเหตุใดกัน มันจึงกลายเป็นสิ่งที่ใช้แบ่งแยก เลือกปฏิบัติ หรือแม้แต่สร้างความชอบธรรมให้การกดขี่ เพียงเพราะเขามีอะไรก็ตามที่แตกต่างออกไปทุกคนเคยสงสัยกันไหมครับว่าเพศชายกับหญิงเนี่ยจะต่างกันได้ขนาดไหน และ ต่างกันได้ยังไงบ้าง? หลาย ๆ คนก็อาจจะมีคำตอบแล้วในใจ เช่น บทบาทตามบรรทัดฐานที่สังคมกำหนด (ใคร ๆ ก็รู้ว่า binary gender
Why are there so many fights between feminists? ทำไมเฟมินิสต์ถึง "เถียงกันเอง"          เราคงเคยได้เห็นข้อถกเถียงที่ดูเหมือนย้อนแย้งกันไปมาภายในกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเฟมินิสต์หรือสตรีนิยม ซึ่งบางครั้งก็สร้างความสับสนให้แก่สาธารณะชนผู้(เลือกที่จะอยู่)นอกเหนือขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีว่าสรุปแล้วเฟมินิสต์คืออะไร และต่อสู้เพื่ออะไรกันแน่ ทำให้หลายคนมองเฟมินิสต์ว่า ประสาทแดก จนพาลคิดไปว่า
          เพศหญิงในหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลกได้ถูกโครงสร้างทางสังคม (เช่น ค่านิยม บรรทัดฐาน และความเชื่อท้องถิ่นเกี่ยวกับเพศหญิงที่ถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น) กดทับมาเป็นเวลานานดังที่ได้ถูกบันทึกและปรากฎอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ที่ผู้หญิงเหล่านั้นได้พบเจอ ทำให้พวกเธอตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้น (ตัวอย่างเช่น การเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งของสตรีในอังกฤษ ช่วงต้นศตวรรษที่ 20) จนนำไปสู่การสร้างแนวคิดหรือทฤษฎีและได้เกิดการเรียกร้องสิทธิของสตรี ต่อมาการเคลื่อนไหวทางสังคมของพวกเธอจึงได้เป็นที่รู้จักกันในนามของ Feminism
“สตรีนิยมกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเกิดขึ้นในสังคม การเคลื่อนไหวของผู้หญิงทั่วโลกเรียกร้องถึงการเท่าเทียมทางเพศในเชิงลึก แตกต่างออกไปจากเรียกร้องเสรีภาพ อิสระ ศักดิ์ศรี คุณค่าของมนุษยนิยมและความเท่าเทียม” “เพราะมนุษยนิยมและความเท่าเทียมอาจไม่ใช่การตอบโจทย์ทั้งหมดของเหล่าสตรีนิยม ด้วยปัญหาการไม่เท่าเทียมเนื่องจากพวกเธอเป็น ‘ผู้หญิง’ การเคลื่อนไหวพวกเธอกำลังต่อสู้กับปัญหาทางเพศของผู้หญิงโดยเฉพาะ” *****คุณต้องเคยได้ยินการเรียกร้องของกลุ่มสตรีนิยม เกี่ยวกับ ‘สิทธิของสตรี’ ที่พวกเธอต้องการ การต่อสู้อย่างยาวนานนี้ มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 ทำให้ผู้หญิงในหลายประเทศสามารถขึ้นไปสู่ตำแหน่งสำคัญได้ในโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ด้วยความตั้งใจของพวกเธอเอง ในปัจจุบันกลุ่มของสตรีนิยมมีการต่อสู้ที่เปิดกว้างมากขึ้นในเวทีโลก ด้วยเหตุนี้จึงมีการส่งเสียงของพวกเธอออกมามากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างของบริบททางเพศ โครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่แม้ว่าพวกเธอสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญที่มองเผิน ๆ ดูเหมือนว่าเท่าเทียม
คำถาม ความขัดแย้ง และชื่อเสียงในด้านลบของแนวคิดสตรีนิยมที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมอาจทำให้บางคนเกิดคำถามว่า พฤติกรรมที่รุนแรง ร้ายกาจ หรือโง่เขลา คือความล้มเหลวของแนวคิดสตรีนิยมใช่หรือไม่ คุณอาจได้ยินประโยคเหล่านี้หรืออาจจะเคยคิดถึงประโยคเหล่านี้มาบ้าง ผู้หญิงก็แค่เรียกร้องประโยชน์ให้ตัวเองเท่านั้นแหละ!! ผู้หญิงทำตัวแย่คือความล้มเหลวของเฟมินิสต์!! ไหนบอกสนับสนุนความเท่าเทียมแต่ปากเอาแต่ด่าผู้ชายอย่างเกรี้ยวกราดไม่เว้นแต่ละวัน!! ด่าเหมารวมขนาดนี้สรุปจะเอาความเท่าเทียมหรือจะให้ผู้ชายเป็นทาสกันแน่!! พวกเฟมินิสต์หัวรุนแรง!!  ดังนั้นคุณอาจสงสัยว่าการที่ผู้หญิงเกรี้ยวกราดขนาดนี้เป็นความล้มเหลวของขบวนการเฟมินิสต์รึเปล่า แต่ก่อนอื่น เราขอชวนคุณมาทบทวนกันก่อนว่าแนวคิดสตรีนิยมหรือเฟมินิสต์คืออะไร แท้จริงแล้วแนวคิดสตรีนิยมคืออะไรกันแน่? นิยามที่สั้นและได้ใจความที่สุดของคำว่า
โปรดเช็คก่อนฉอดว่า ‘เพศ’ ในความหมายของฉันกับของคุณตรงกันหรือเปล่า?        สำหรับใครหลาย ๆ คน เพศไม่ใช่สิ่งที่ต้องสงสัย มนุษย์แบ่งเป็นเพศหญิงกับเพศชาย ผู้หญิงตัวเล็กและอ่อนแอกว่าผู้ชายที่ตัวใหญ่และแข็งแรงกว่า ผู้หญิงใช้อารมณ์เลยเรียนสายศิลป์ ส่วนผู้ชายใช้เหตุผลจึงเรียนสายวิทย์ ผู้หญิงมีรังไข่และให้กำเนิดลูกได้ดังนั้นจึงต้องดูแลงานบ้าน ส่วนผู้ชายรับหน้าที่ทำงานนอกบ้านเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว สำหรับใครหลาย ๆ คน เรื่องพวกนี้เปรียบดั่ง “ความจริง” ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แต่ในช่วงที่ผ่านมา “เฟมินิสต์”
เขาเหล่านั้นบอกว่า เฟมินิสต์ "สมัยนี้" เรียกร้องมากเกินไป แล้ว"เสียง"ของสิทธิสตรีในปัจจุบันดังไปถึงความเท่าเทียมและเป็นธรรมที่พวกเธอต่อสู้เพื่อแล้วหรือยัง? กระแสเฟมินิสต์ริเริ่มจากการเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคให้แก่ผู้หญิง ไม่เพียงแต่ในอดีตที่การเคลื่อนไหวนี้ถูกกระแสคัดค้าน ในปัจจุบันนี้เองก็ด้วย ถึงแม้ว่าสื่อออนไลน์จะกระจายเสียงของสิทธิสตรีกว้างและดังขึ้นกว่าเดิม แต่เสียงค้านจากฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ได้ถดถอยระดับลงไปอย่างใด คำวิพากษ์วิจารณ์ที่มักจะพบเจอ เมื่อกล่าวถึง Feminism หรือ สิทธิสตรีในปัจจุบันนี้ก็คือ กระแสเฟมินิสต์ตอนนี้มันไปไกลเกินไปแล้ว (It has gone too
ผู้ชายในฐานะพันธมิตรควรวางตัวอย่างไร? แน่นอนว่า การเพิ่มพื้นที่ให้คนที่ถูกกดขี่ได้เล่าเรื่องเจ็บปวดและประสบการณ์ของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีมากกว่าเป็นฝ่ายเล่าแทน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินการเรียกร้องและแนวคิดที่เรียกว่าเฟมินิสต์อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นที่พูดถึงและแผ่กระจายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยคละเคล้ากันไป จนเกิดเป็นกระแสบนสื่อโซเชียลมิเดียเกี่ยวกับค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม ซึ่งพอมีใครสักคนคนออกตัวว่า “ตัวเองนั้นเป็นเฟมินิสต์ (feminist)” หากเธอคนนั้นเป็นผู้หญิงหรือ lgbtq+ ก็พอจะเป็นเรื่องที่สังคมเข้าใจเหตุผลได้ว่าทำไม แต่หากเขาคนนั้นเป็นผู้ชายแล้ว ความแคลงใจและกระแสการตอบรับดูจะมีแรงเสียดทานสูงกว่าที่คาดไว้อย่างมีนัยยะสำคัญ ก่อนอื่น เราคงจะพูดถึงไม่ได้เลยว่าเหตุผลที่คนเลือกจะเป็นหรือต่อต้าน
ถ้าจะให้ตอบง่าย ๆ ก็สามารถตอบภายใน 1 พยางค์ว่า ... “ได้” นั่นคือคำตอบของคำถามนี้ ซึ่งมันดูง่ายดายเสียเหลือเกินที่จะเลือกตอบคำถามแค่ ได้/ไม่ได้ หรือ ใช่/ไม่ใช่ โดยไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม – แต่หากไม่อธิบายขยายความอะไรเลยก็จะเป็นการส่งต่อความฉงนสงสัยต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน เกริ่นนำ ต้องยอมรับว่าในช่วงนี้เป็นช่วงที่กระแส “เฟมินิสต์”
ชวนทำความรู้จักการเหยียดเพศแบบเนียนๆ ที่เรียกว่า "Benevolent Sexism"  และไขข้อสงสัยว่าทำไมเฟมินิสต์ไม่อินกับการลุกให้ผู้หญิงนั่งบนรถไฟฟ้า ในการถกเถียงกันเรื่องประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ คำว่า ‘Male Privilege’ ก็มักจะถูกยกขึ้นมาพูดด้วยบ่อยครั้ง โดยคำนี้มักหมายถึงสิทธิพิเศษของเพศชายที่เพศอื่นไม่มีหรือมีน้อยกว่าเช่น  โอกาสการก้าวหน้าในอาชีพการงานโดยความเชื่อว่าเป็นผู้นำตามธรรมชาติ สังคมไม่คาดหวังให้ทำงานบ้านหรือเลี้ยงลูกโดยความเชื่อว่าเป็นผู้นำตามธรรมชาติ โอกาสในการถูกคุกคามทางเพศน้อยกว่าผู้หญิงมากโดยความเชื่อว่าเป็นผู้นำตามธรรมชาติ ผู้คนมักให้เกียรติและเคารพโดยความเชื่อว่าเป็นผู้นำตามธรรมชาติ การพูดและกระทำที่ใช้ความรุนแรงมักถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ ในการเคลื่อนไหวเรื่องความเท่าเทียมทางเพศแต่ละครั้งก็มักชี้ให้เห็นถึง Male Privilege เหล่านี้
   School of Feminists ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมรับฟังการสัมนาออนไลน์ ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรนี้ในหัวข้อ “ประสบการณ์เฟมินิสต์ ผู้สร้างความเป็นธรรมทางเพศในสังคมไทย”  ใน วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2563 ผ่านทาง Facebook Page : Sangsan Anakot Yawachon
ใช่หรือไม่ใช่ ปิตาธิปไตยเป็นคำเล่นใหญ่ที่มโนกันไปเองรึเปล่า? Patriarchy / ระบบปิตาธิปไตย / ระบบชายล้วน / สังคมชายเป็นใหญ่ คืออะไร? ปิตาธิปไตย (Patriarchy) คือ รูปแบบหนึ่งของการแบ่งแยกชนชั้นตามลำดับขั้นของอำนาจทางสังคม เมื่อแปลตรงตัวจะหมายถึงการปกครองโดยบิดา แต่ในหมู่การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรี (Feminist) ปิตาธิปไตยหมายถึงการคงรักษาอำนาจของกลุ่มผู้ชายให้เหนือกว่ากลุ่มผู้หญิง ในขณะที่สภาพความเป็นจริงนั้นความเหลื่อมล้ำทางเพศเป็นเพียงแค่หนึ่งมิติในการแบ่งแยกทางสังคม ยังมีการแบ่งแยกในมิติอื่น
สังคมชายเป็นใหญ่ ใครร่วมสังฆกรรม บทความนี้จะมาสำรวจกันว่า สังคมชายเป็นใหญ่คืออะไร มีโครงสร้างอย่างไร ใครได้ประโยชน์และเสียประโยชน์อย่างไร และใครเป็นผู้มีส่วนร่วม TW: rape, homophobia, transphobia, domestic violence คำเตือนเนื้อหา: มีการกล่าวถึงการข่มขืน ยกคำพูดที่แสดงความรังเกียจคนรักเพศเดียวกันและคนข้ามเพศ มีการกล่าวถึงความรุนแรงภายในครัวเรือน      
 ‘เสียง’ ที่ส่งไปไม่ถึง: มาทำความเข้าใจกันว่าทำไมเฟมินิสต์ไม่ได้เหยียดผู้ชายผ่านมุมมองเรื่องอำนาจและการกดขี่        ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเมื่อพูดถึงเฟมินิสต์ เราจะนึกถึงใครได้บ้าง เราจะนึกถึงภรรยาที่ทิ้งสามี แม่ที่ฆ่าลูก ผู้หญิงที่นับถือศาสนานอกรีต และผู้หญิงที่ “กลายเป็น” เลสเบี้ยน เรา “แปะป้าย” คนเหล่านี้ว่า “เฟมินิสต์” จริงหรือ หรือเรานึกถึงผู้หญิงซึ่งมีเสียงดังกว่าและพื้นที่สื่อมากกว่า เพราะเธออ้างว่าตนเองเป็น  “เฟมินิสต์” ด้วยการด่าผู้ชายว่าเลวกว่าสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง 
เราตามศิลปินชื่อ @frances_cannon ในไอจีมาได้ปีนึงละ ด้วยความครึ้มอกครึ้มใจและเพิ่งเห็นว่านางมาเที่ยวเมืองไทยเลยเมล์ไปสัมภาษณ์ซะเลยว่าทำไมถึงวาดแต่อะไรประมาณนี้ . . Q : สวัสดี! เราเห็นคุณโพสไอจีว่าคุณโตที่เมืองไทย เป็นยังไงมายังไงเหรอ? A : พ่อแม่ของฉันทำงานที่ไทย เราย้ายไปอยู่ไทยตอนฉันอายุได้ 9 เดือนและอยู่ที่นั่นจนฉันอายุ 19 มันเป็นช่วงเวลาที่ดีและน่าคิดถึงมากๆ (โดยเฉพาะอาหารไทย)
นี่เป็นแนวทางการดูแลและพูดคุยเบื้องต้นหากคุณมีคนใกล้ชิดที่ประสบเรื่องเลวร้ายมา DO’s ทำให้แน่ใจว่าเหยื่ออยู่ในความควบคุมและสภาพแวดล้อมที่ดีจำไว้ว่าการเล่าเรื่องให้เหยื่อฟังเป็นเรื่องที่กระทบต่อจิตใจพวกเขามาก ให้เวลาเหยื่อฟื้นฟูจิตใจก่อนบอกให้เหยื่อเห็นถึงทางเลือกที่ตนเองมี พร้อมกับแนะนำข้อมูลที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้ดูแลความรู้สึกของตนเอง อย่าเอาอารมณ์ของเราไปลงที่เหยื่อทำความเข้าใจในเรื่องการตอบสนองของเหยื่อบางรายอาจเกิดอาการหลงลืมเนื่องจากเป็นผลข้างเคียงของการถูกฝืนใจ DON’Ts อย่าถามว่า “เธอใส่เสื้ออะไรในวันที่เกิดเหตุ”อย่าถามว่า “วันที่เกิดเหตุเธอดื่มไปเท่าไหร่ ทำไมปล่อยให้ตัวเองเมา”อย่าถามว่า “ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองอยู่คนเดียว”อย่าถามว่า “ทำไมเธอถึงไม่สู้กลับล่ะ”อย่าถามว่า “ทำไมไม่รีบไปแจ้งตำรวจ” ในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้คุณแต่งตัวมิดชิดปิดตั้งแต่หัวจรดเท้า นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ถูกข่มขืน เสื้อผ้าที่ใส่ไม่สามารถนำไปตัดสินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ จากนิทรรศการ “Don’t
  การถูกกล่าวโทษสามารถสร้างผลกระทบที่รุนแรงมากต่อคนที่เป็นเหยื่อของการข่มขืนเหยื่อจะประสบกับความสูญเสียทางความปลอดภัยของตนเอง สูญเสียการควบคุมตนเองและเกิดความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในจิตใจเพราะว่าการถูกกระทำทางเพศมันคือการกระทำที่ฝืนและทำลายอีกฝ่ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อเกิดการลวงละเมิดและถูกกระทำโดยความรุนแรง เหยื่อทุกคนต่างได้รับความรู้สึกแย่ที่ส่งผลแตกต่างกันออกไป “บุคคลนั้นย่อมประสบกับความละอายหลังจากถูกกระทำทางเพศ ยิ่งในเด็ก พวกเขามักจะโทษตัวเองเวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” เบเวอร์ลี่ เอ็นเจล นักบำบัดด้านการสมรสและครอบครัวจากโลสโอโซส แคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวไว้ “พวกเขาจะโทษตัวเอง ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนในความผิดอะไรเลยนั่นเป็นวิธีการทำงานทางจิตของเด็ก” อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่เองก็ประสบกับความละอายได้ไม่ต่างจากเด็กและมีหลายๆคนที่ถูกทำร้ายมาและถูกกล่าวโทษต่อโดยสังคมกับความเจ็บปวดที่พวกเขาอดทนมานานและมันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ การกล่าวโทษเหยื่อเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ส่งผลทางตรงต่อความเจ็บปวดทางจิตใจในคนที่พยายามก้าวผ่านอุปสรรคที่ได้พบมาจากการถูกข่มขืน ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวอีกว่าปัญหาที่เกี่ยวกับด้านจิตใจนั้นมักจะก่อให้เกิดปฏิกริยาตื่นตัวทันทีทันใดแก่ผู้ที่เป็นเหยื่อเมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศที่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องที่ตนเองพบเจอ พวกเขาจะมีปฏิกริยาที่แตกต่างออกไปจากเดิมมากๆ
Image is not available
Image is not available
เกี่ยวกับเรา

สื่อออนไลน์ว่าด้วยเซ็กส์และเพศสัมพันธ์ สอดแทรกเนื้อหาสาระทางสังคมสร้างสรรค์

ติดต่อเรา

Thaiconsent@gmail.com

Follow Us
Slider